@ 1 พูดเรื่องเบาๆ ONET ป.6, ม.3, ม.6
posted on 30 Jan 2010 17:23 by ptongz"พี่ต้องค่ะ หนูจะสอบ ONET แล้วค่ะ ทำยังไงดีค่ะ"
"ข้อสอบ ONET ม.3 มันยากมากไหมอ่ะพี่ ทำไงดี"
นี่คือเสียงจากน้องๆ ม.3 ที่ผมได้สอนมาครับ ต้องขอขอบคุณระบบการศึกษาไทย และ สทศ. ที่ทำให้นักเรียนได้มีความกระตือรือร้นกับการสอบมากขึ้น (ไม่มากก็น้อย) แต่มันก็เป็นดาบสองคมนิดหน่อย ตรงที่ มันทำให้เด็กเครียด โดยที่เด็กจะไม่รู้อะไรเลย ว่า ONET มันคืออะไรกันแน่ ? ทำไมถึงต้องสอบกันด้วย ?
ครูบางคน ถึงขั้นขู่ ว่าถ้าสอบไม่ได้ ก็จะไม่จบม.3 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ ปีสุดท้ายของระบบการศึกษาประเทศไทย (ตราบใดก็ตาม ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน พรบ. การศึกษาน่ะครับ)
เรามาทำความรู้จักกับคำว่า ONET กันก่อนดีกว่า ว่าคำนี้ มีที่มามาจากไหน แล้วทำไมถึงใช้คำนี้
เดิมที การสอบ ONET ซึ่งมาจากคำว่า Ordinary National Education Testing แปลเป็นภาษาราชการจริงจังคือ การทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ แปลเป็นภาษาให้น้องๆ เข้าใจได้ง่ายกว่านี้อีก ก็คือ การสอบวัดระดับความรู้ของตัวเอง ตามเนื้อหาที่ได้เรียนมาจากโรงเรียน และพัฒนาการของน้องๆ ในระหว่างการเรียนในการดูแลของโรงเรียน (ยากไปไหม -*-) จุดประสงค์ของการสอบนี้ ไม่มีอะไรมากครับ คือ ต้องการวัดระดับความรู้ของผู้เรียน เพื่อนำไปอ้างอิงถึงระดับความรู้ของผู้ที่สำเร็จหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (บลาๆ) ในแต่ละระดับ (ป.6, ม.3, ม.6) ของประเทศ ว่า เด็กในระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 ที่จบไป มีความรู้อยู่ในเกณฑ์เท่าไร
จริงๆ การสอบ ONET ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็โผล่เข้ามาเลย คำว่า ONET เริ่มมาจากการสอบ Admission ครับ โดยรุ่นแรกคือรุ่น 2548 และ รุ่นที่ 2 คือรุ่นผมเอง 2549 ถือได้ว่า เป็นสองรุ่น ที่พบเจอกับคำว่า "หนูทดลอง" ของจริง ก่อนจะเบี่ยงประเด็นไป กลับมาที่ว่า ทำไม ถึงมีคำว่า ONET เกลื่อนไปขนาดนี้ดีกว่าครับ
เมื่อผ่านรุ่นผมไปได้ ทาง สทศ. (สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ) ที่น้องๆ "รู้จักกันดี" ก็เห็นว่า ควรจะมีการจัดการสอบแบบนี้ กับเด็ก ระดับ ม.3 และ ป.6 ขึ้น โดยทดแทนการสอบ NT เดิมครับ ดังนั้น จึงหมายความว่า เมื่อก่อน มีการสอบ NT และตั้งแต่ปี 2550 ก็เปลี่ยนชื่อ NT เป็น ONET แค่นี้ครับ ไม่มีวิวัฒนาการอะไรมากมาย เปลี่ยนชื่อ เพื่อทำให้ดูใหม่ขึ้น แต่ข้างใน จุดประสงค์ของการสอบ ก็ยังคงเหมือนเดิมครับ
คะแนนเหล่านี้ ในมุมมองของคนเป็นครู และนักการศึกษา สามารถนำไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอน ปรับปรุงหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียน (ก็คือน้องๆ) ได้มีความรู้ ทักษะ ความสามารถ ตามที่ทางหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2542* (สำหรับน้อง ม.2 ม.3 ทุกโรงเรียน และม.1 บางโรงเรียน) หรือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 (ที่นำไปใช้กับโรงเรียนในประเทศไทย แล้ว "บาง" โรงเรียน เริ่มที่ ม.1 และประกาศใช้ในเทอม1 ปีการศึกษา 2553 ทุกโรงเรียน - หมายความว่า น้องๆ ที่จะเข้าม.1 ปีนี้ครับ) กำหนดไว้
ฟังดูมึนๆ ยากๆ อีก แต่ขอให้น้องๆ เข้าใจในมุมมองของครู และผู้ปกครองประเทศ หรือคนที่ดูแลพวกเราด้วยน่ะครับ ว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับคะแนนพวกนี้จริงๆ มันไม่ได้วัดระดับพวกเราโดยตรง แต่มันวัดถึงระดับความสามารถของ เด็กไทยทั้งประเทศ* (อ้างอิงจากเว็บไซต์ สทศ.)
การสอบ ONET เดิมที มีวิชาสอบทั้งหมด 5 วิชาครับ ต่อมา พอเขาต้องการวัดตัวหลักสูตรด้วย จึงต้องเพิ่มเป็ฯ 8 วิชา (ดังนั้น อย่าบ่นน่ะ ว่ามันเยอะ เพราะเขาต้องการวัดว่าเราเรียนรู้เรื่องทุกวิชาหรือเปล่า) และตัวข้อสอบ เป็น ปรนัย หมดเลยครับ และต่อมา มีการพลิกแพลง เล่นสนุก กับสมองของเด็กๆ มากขึ้น ข้อสอบ ปรนัย เลยมีหลากหลายมากขึ้น ทำให้น้องๆ ได้ สนุกสนานกัน มากขึ้น
ทีนี้ พี่ขอแบ่งข้อความถึงน้องๆ ที่จะสอบ เป็น 2 ส่วนด้วยกันน่ะครับ คือ ป.6, ม.3 และ ม.6
สำหรับน้องๆ ป.6 ม.3
อย่าเครียดกับการสอบนี้มากครับ พี่เป็นห่วง (ตอนนี้ประชากรโรคเครียด ก็เยอะพอแล้ว) พี่ขอให้เราคิดซะว่า การสอบนี้ เป็นการวัดระดับเราว่าเรามีความสามารถแค่ไหน ก็พอ พอเรารู้ระดับเราแล้ว หน้าที่ของเรา ไม่ใช่มานั่งเครียดกับผลสอบ หรือคะแนน ยอมรับมันซะ แล้วก็พัฒนาให้มันดีขึ้น เรายังมีเวลาเหลืออยู่อีกหลายปี กว่าจะเข้ามหาวิทยาลัย หรือว่าจะไปทำงาน สิ่งที่เรากำลังจะเจอ ในวันพฤหัสนี้ คือการทดสอบหนึ่ง ที่จะบอกเราว่า ในบรรดาเด็กไทยทั้งประเทศเนี้ย เรายืนอยู่ตรงไหน โอเค ที่ว่าคะแนนนี้มันจะติดตรึ่งอยู่ในใบ รบ. ของเราด้วย แต่หนทางในการเรียนของเราไม่ได้หยุดอยู่ตรงนี้น่ะ ถ้าคะแนน ONET ของเรา ตอนนี้ออกมาไม่ดี แต่ใครจะไปรู้ ถ้าเราทำการบ้านมาดี คะแนนตอน ม.6 อาจจะออกมาสวยก็ได้ ^ ^
สำหรับน้องๆ ม.6
อันนี้คือของจริงครับคุณน้อง เน้นครับ มันคือของจริง เราจะสอบได้แค่ครั้งเดียว เท่านั้น และคะแนนนี้จะตามหลอกหลอนเราไปจนถึงรั้วมหาวิทยาลัย (บางคณะใช้คะแนน ONET ไปเลือกวิชาเอกด้วยน่ะเอ้อ) มันคือปลายทางสุดท้ายของการเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่มีให้แก้ตัวแล้ว สอบใหม่ก็ไม่ได้ พี่พูดให้เราคิดให้ได้ก่อน ว่ามันคือของจริงน่ะ ถ้าเราอยากเรียนที่ดีๆ มีงานทำดีๆ เก่งๆ ฉลาดๆ รวยๆ สวยๆ หล่อๆ (เริ่มเวิ่น) นี่ถือว่าเป็นก้าวแรกของเรา ที่จะไปสู่ "โลกนอกรั้วโรงเรียน" ดังนั้น ก้าวแรกของเรา มันจะสวยงาม หรือว่าหกล้มหัวฟาดพื้นเลือดกกปากแขนหักขาแพลงหัวแตกฟันหลุด ยังไง ทุกอย่าง มันอยู่ที่ตัวเราเองแล้วน่ะครับ ใครที่ยังไม่ได้เตรียมตัว หรือ รู้ว่าเพื่อนยังไม่ได้เตรียมตัว บอกเพื่อนให้เตรียมตัวได้แล้ว อย่าคิดว่า "ฉันติดโควต้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องสอบก็ได้" เป็นอันขาดน่ะ!! บางคน ติดแล้ว เรียนๆ ไป เกิดไม่ใช่ขึ้นมา แล้วอยากซิ่ว ก็ต้องพึ่งคะแนนี้น่ะครับ!!! จริงจังซักหนึ่งครั้ง เพื่อตัวเราเองน่ะ ดังนั้น เตรียมตัวให้ดีๆ ทำข้อสอบเยอะๆ รู้จุดแข็งว่าเราเก่งตรงไหน และ จุดอ่อน ว่าเราอ่อนตรงไหน ควรจะเสริมตรงไหน แล้วอุดรูรั้วนั้นซะ พี่เชื่อว่า น้องๆ ทุกคนทำได้ครับ ^ ^
อย่างที่บอกครับ ว่าการสอบในแต่ละระดับ มันมีตัวชี้วัดออกมาไม่เหมือนกัน ผลออกมาไม่เหมือนกัน ถ้าเปรียบแล้ว ผมเห็นภาพของเด็กที่อยู่ในรั้วโรงเรียน ที่มีโอกาสได้แก้ไข และเด็กที่ได้เดินออกไปนอกรั้วโรงเรียนแล้ว ที่จะต้องจัดการชีวิตด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เด็ก จะเดินได้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ คนรอบข้าง ว่าสนับสนุนให้เขาเดิน มากน้อยแค่ไหน และเด็ก มีแรง อยากจะเดินไปมากน้อยแค่ไหน ถ้าทุกคน อยากให้เด็กเดินไปได้ไกล ก็ต้องช่วยกัน เหนื่อยหน่อยน่ะครับ ผลที่ออกมา ก็ช้า แต่สิ่งที่คนที่ช่วยกันส่งเด็กไปให้พบความสำเร็จได้นั้น มันคุ้มค่าเหนื่อยมากๆ เลยครับ
ปล. การศึกษาไทย เป็นการเรียน เพื่อให้เด็กไปสอบ จริงๆ
บทความนี้ เป็นบทความแรก ที่ผมเขียนมา เพื่อเป็นจดหมาย ถึงน้องๆ ที่ผมได้สอนพิเศษอยู่ สำหรับบางชั้น ที่ไม่ได้มีโอกาสได้สอนจนจบเนื้อหา ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องไป ก็ช่วยกันบอก แก้ไข ด้วยน่ะครับ ผมจะเอาไปปรับปรุง ในบทความต่อไปครับ